Blog

  • Yu Shinoda เปิดใจ! ทำไมถึงยังรักวงการเอวี – คำตอบจากใจของนักแสดงที่ยืนหยัดด้วยความภาคภูมิ

    Yu Shinoda เปิดใจ! ทำไมถึงยังรักวงการเอวี – คำตอบจากใจของนักแสดงที่ยืนหยัดด้วยความภาคภูมิ

    Yuu Shinoda ดังระดับไหนครับ

    เส้นทางชีวิตก่อนเข้าสู่วงการเอวีของ Yu Shinoda

    Yu Shinoda (ยู ชิโนดะ) คือชื่อที่แฟนหนังผู้ใหญ่ญี่ปุ่นรู้จักกันดีในฐานะหนึ่งในนักแสดงหญิงที่มีเสน่ห์และความสามารถเฉพาะตัว เธอเกิดเมื่อปี 1987 ที่จังหวัดคานางาวะ ประเทศญี่ปุ่น เติบโตในครอบครัวธรรมดาที่มีแนวคิดเปิดกว้าง เรื่องราวชีวิตของเธอไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ แต่เต็มไปด้วยการค้นหาความหมายของตัวเองอย่างจริงจัง

    ก่อนเข้าวงการ Yu เคยทำงานเป็นพนักงานออฟฟิศมาก่อน แต่ด้วยความรู้สึกว่าชีวิตขาดอิสระ และอยากลองเปิดมุมมองใหม่ให้กับตัวเอง เธอจึงตัดสินใจเข้าวงการเอวีในช่วงปลายปี 2010 ซึ่งถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของชีวิต ที่ทำให้เธอกลายเป็นหนึ่งในนักแสดงระดับแนวหน้าของยุค


    จุดเริ่มต้นของ Yu Shinoda ในวงการเอวี

    ผลงานเปิดตัวของ Yu Shinoda ได้รับการพูดถึงอย่างมาก ด้วยบุคลิกที่เรียบร้อยภายนอกแต่แฝงด้วยความมั่นใจ และการแสดงที่สมจริงแบบไม่เสแสร้ง เธอไม่ได้พยายาม “เล่น” เป็นใคร แต่เลือกจะเป็นตัวเองบนจอภาพยนตร์ ซึ่งเป็นสิ่งที่แตกต่างจากนักแสดงหลายคนในยุคนั้น

    หลังจากเปิดตัวได้ไม่นาน Yu Shinoda ก็ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลนักแสดงหน้าใหม่ยอดเยี่ยมในเวที AV Open ซึ่งเป็นงานประกาศรางวัลใหญ่ของวงการญี่ปุ่น ทำให้ชื่อของเธอเริ่มติดตลาดและมีแฟนคลับทั่วเอเชีย


    ความประทับใจในการอยู่ในวงการเอวี

    Yu Shinoda เคยให้สัมภาษณ์ไว้หลายครั้งว่า สิ่งที่เธอประทับใจที่สุดในการทำงานในวงการนี้ คือ “ความจริงใจของผู้คน” เธอกล่าวว่าเบื้องหลังของหนังเอวีไม่ใช่แค่การถ่ายทำฉากเร้าใจ แต่คือการทำงานร่วมกันของทีมงานที่ใส่ใจทุกรายละเอียด ทั้งการจัดแสง กล้อง เสื้อผ้า ไปจนถึงการสร้างบรรยากาศที่ให้ความเคารพต่อผู้แสดง

    “หลายคนอาจมองว่าอาชีพนี้ไม่มีเกียรติ แต่ฉันกลับมองว่ามันคือศิลปะรูปแบบหนึ่งที่ต้องใช้ทั้งความเข้าใจในอารมณ์และความเป็นมืออาชีพสูงมาก”
    — Yu Shinoda

    นอกจากนี้ เธอยังเล่าว่า การแสดงหนังเอวีทำให้เธอเข้าใจร่างกายและจิตใจของตัวเองมากขึ้น รวมถึงได้เรียนรู้เรื่อง “ความสัมพันธ์ที่แท้จริง” ระหว่างคนกับคน — ไม่ว่าจะในรูปแบบความรัก หรือความเข้าใจระหว่างเพศตรงข้าม


    เบื้องหลังความสำเร็จของ Yu Shinoda

    ความสำเร็จของ Yu Shinoda ไม่ได้มาจากโชคช่วย แต่เกิดจากความทุ่มเทและการรักษามาตรฐานของตัวเอง เธอให้ความสำคัญกับการเตรียมตัวก่อนถ่ายทำเสมอ ทั้งการออกกำลังกาย ฝึกการสื่อสาร และเข้าใจบทบาทในแต่ละเรื่องอย่างละเอียด

    นอกจากนี้ Yu ยังเป็นนักแสดงที่มีความคิดสร้างสรรค์สูง เธอชอบเสนอไอเดียให้ผู้กำกับเสมอ เพื่อให้ผลงานออกมามีเอกลักษณ์ และไม่ซ้ำแบบใคร ซึ่งสิ่งนี้เองทำให้เธอถูกยกย่องจากหลายสตูดิโอว่าเป็น “นักแสดงที่ทำงานด้วยง่าย และเข้าใจวงการมากที่สุดคนหนึ่ง”


    ความเปลี่ยนแปลงของวงการเอวีในสายตา Yu Shinoda

    Yu Shinoda อยู่ในวงการมานานกว่าทศวรรษ เธอได้เห็นการเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรมหนังผู้ใหญ่จากยุค DVD สู่ยุคออนไลน์เต็มตัว เธอมองว่าการเปลี่ยนผ่านนี้มีทั้งข้อดีและข้อเสีย

    ข้อดีคือทำให้แฟนคลับทั่วโลกเข้าถึงผลงานของนักแสดงได้ง่ายขึ้น ขณะที่ข้อเสียคือการแข่งขันสูงขึ้น และบางครั้งผลงานก็ถูกละเมิดลิขสิทธิ์ได้ง่าย Yu ยอมรับว่าการรักษา “คุณค่า” ของผลงานจึงเป็นเรื่องสำคัญที่สุดในยุคปัจจุบัน

    “สิ่งที่สำคัญไม่ใช่ยอดวิวหรือยอดขาย แต่คือความเคารพที่คนดูมีต่อคนทำงานเบื้องหลังทุกคน”
    — Yu Shinoda


    Yu Shinoda กับแนวคิดเรื่อง “ศักดิ์ศรีของอาชีพ”

    Yu Shinoda ยืนยันเสมอว่าเธอไม่เคยรู้สึกละอายกับสิ่งที่ทำ เธอมองว่างานของเธอเป็นส่วนหนึ่งของศิลปะการแสดงที่ต้องอาศัยความกล้า ความมั่นใจ และการยอมรับตัวเองอย่างแท้จริง เธอกล่าวว่า “ตราบใดที่เราไม่ทำร้ายใคร และเราทำงานด้วยความตั้งใจ นั่นคือสิ่งที่ควรภาคภูมิใจ”

    แนวคิดนี้ทำให้ Yu กลายเป็นแรงบันดาลใจให้กับนักแสดงรุ่นใหม่หลายคน ที่เลือกเดินทางในเส้นทางเดียวกันอย่างมีสติและความรับผิดชอบ


    ผลงานเด่นและรางวัลที่น่าจดจำ

    ตลอดเส้นทางกว่า 10 ปี Yu Shinoda สร้างผลงานไว้มากมาย ทั้งในแนวโรแมนติก ดราม่า ไปจนถึงแนวศิลป์ที่เน้นอารมณ์และเรื่องราว เธอเคยได้รับรางวัล AV Actress of the Year และรางวัลยอดขายสูงสุดจากหลายสตูดิโอ เช่น IdeaPocket และ S1 No.1 Style

    หนึ่งในผลงานที่แฟน ๆ ยังพูดถึงจนถึงทุกวันนี้ คือซีรีส์แนวดราม่า “Love’s Distance” ซึ่ง Yu ถ่ายทอดอารมณ์ของหญิงสาวที่ต้องเลือกระหว่างความรักและอาชีพได้อย่างลึกซึ้งจนหลายคนประทับใจ

    Yu Shinoda - NamuWiki


    ชีวิตส่วนตัวและมุมมองต่อความรัก

    แม้ Yu Shinoda จะเป็นคนเปิดเผยในเรื่องงาน แต่ในชีวิตส่วนตัว เธอค่อนข้างเก็บตัวและให้ความสำคัญกับความเป็นส่วนตัว เธอเคยกล่าวว่าความรักสำหรับเธอคือ “การเคารพซึ่งกันและกัน” มากกว่าความหลงใหลชั่วคราว

    เธอไม่เคยเปิดเผยว่ามีแฟนหรือไม่ แต่บอกเพียงว่า เธออยากมีใครสักคนที่เข้าใจในสิ่งที่เธอทำ และมองเธอเป็นมนุษย์คนหนึ่ง ไม่ใช่แค่ภาพลักษณ์ในวงการ


    Yu Shinoda กับแรงบันดาลใจในการทำงาน

    เมื่อถูกถามว่าอะไรทำให้เธอยังอยู่ในวงการนี้มานานกว่า 10 ปี Yu Shinoda ตอบอย่างตรงไปตรงมาว่า “เพราะฉันยังรักมัน” เธอกล่าวว่าอาชีพนี้ไม่ใช่เรื่องของเงินหรือชื่อเสียงเพียงอย่างเดียว แต่คือการได้สื่อสารบางสิ่งที่ผู้หญิงหลายคนไม่กล้าพูดออกมา

    Yu มองว่าหนังเอวีบางเรื่องสามารถเปิดมุมมองใหม่เกี่ยวกับเพศ ความสัมพันธ์ และอารมณ์ของมนุษย์ได้อย่างลึกซึ้ง ซึ่งถ้าผู้ชมมองด้วยใจที่เปิด มันก็จะกลายเป็นงานศิลปะที่งดงามไม่แพ้ภาพยนตร์ทั่วไป


    มรดกทางใจที่ Yu Shinoda ฝากไว้

    ทุกครั้งที่ Yu Shinoda ให้สัมภาษณ์ เธอมักพูดถึง “ความภูมิใจในความเป็นตัวเอง” เสมอ เธออยากให้ผู้หญิงทุกคนรู้ว่าการยอมรับตัวเองคือจุดเริ่มต้นของความสุข ไม่ว่าจะอยู่ในอาชีพไหนก็ตาม

    และนั่นคือสิ่งที่ทำให้ Yu Shinoda ไม่ได้เป็นเพียงแค่นักแสดงเอวี แต่กลายเป็น “สัญลักษณ์ของผู้หญิงยุคใหม่” ที่กล้ารับผิดชอบในทางเลือกของตัวเองอย่างสง่างาม


    สรุป

    Yu Shinoda คือนักแสดงที่สร้างตำนานในวงการเอวีญี่ปุ่นด้วยความเข้าใจในอาชีพของตนเอง เธอไม่ได้มองว่านี่คือเรื่องน่าละอาย แต่เป็นเวทีที่เปิดให้เธอได้เรียนรู้ เข้าใจ และเติบโตในฐานะมนุษย์คนหนึ่ง ความรักในงานและความจริงใจของเธอคือเหตุผลที่แฟน ๆ ยังคงชื่นชมไม่เสื่อมคลายจนถึงทุกวันนี้


    FAQ (คำถามที่พบบ่อย)

    1. Yu Shinoda เข้าวงการเอวีได้อย่างไร?
    เธอเริ่มต้นจากการอยากเปลี่ยนแปลงชีวิตจากงานประจำ และเปิดโอกาสให้ตัวเองลองเส้นทางใหม่ในปี 2010

    2. Yu Shinoda มองวงการเอวีในแง่ไหน?
    เธอมองว่าเป็นงานศิลปะที่สะท้อนอารมณ์และความสัมพันธ์ของมนุษย์ ไม่ใช่แค่เรื่องทางกาย

    3. Yu Shinoda เคยได้รับรางวัลอะไรบ้าง?
    เธอได้รับรางวัล AV Actress of the Year และยอดขายสูงสุดจากหลายค่ายดังในญี่ปุ่น

    4. Yu Shinoda วางแผนอนาคตไว้อย่างไร?
    เธอตั้งใจทำงานในวงการต่อไป พร้อมสนับสนุนให้นักแสดงรุ่นใหม่เข้าใจอาชีพนี้อย่างถูกต้อง

    5. Yu Shinoda มีความคิดเห็นอย่างไรต่อการถูกมองลบในสังคม?
    เธอเชื่อว่าทุกอาชีพมีคุณค่าในตัวเอง หากทำด้วยความตั้งใจและไม่ทำร้ายใคร

    6. อะไรคือสิ่งที่ Yu Shinoda ประทับใจที่สุดในวงการเอวี?
    คือความเป็นมืออาชีพของทีมงาน และการได้เป็นตัวของตัวเองอย่างแท้จริงในการแสดง


  • อยากเป็นพระเอกเอวี ต้องหน้าตาดีจริงไหม? เจาะลึกวงการเอวีญี่ปุ่น ฝั่งชายที่หลายคนไม่เคยรู้

    อยากเป็นพระเอกเอวี ต้องหน้าตาดีจริงไหม? เจาะลึกวงการเอวีญี่ปุ่น ฝั่งชายที่หลายคนไม่เคยรู้

    พระเอก Zeckey ดาวรุ่ง av ญี่ปุ่น ดวงใหม่ ที่น่าจับตามอง

    ในโลกของ “เอวีญี่ปุ่น” หรือ “Adult Video” ที่คนทั่วไปคุ้นเคย เรามักเห็นภาพของ “นางเอกเอวี” เป็นศูนย์กลางของความสนใจ มีแฟนคลับมากมายทั่วเอเชีย แต่ในอีกมุมหนึ่ง พระเอกเอวีก็เป็นกลไกสำคัญของวงการที่ขาดไม่ได้เช่นกัน — พวกเขาคือคนที่ต้องมีความเข้าใจในจังหวะอารมณ์ ความเป็นมืออาชีพ และความอดทนสูงกว่าที่ใครคิด

    คำถามที่หลายคนสงสัยคือ “อยากเป็นพระเอกเอวี ต้องหล่อไหม? ต้องมีของดีหรือเปล่า?” บทความนี้จะพาไปเจาะลึกเบื้องหลังทั้งหมด ตั้งแต่คุณสมบัติของการเป็นพระเอกเอวี วิธีคัดเลือก การทำงานจริง ไปจนถึงชีวิตหลังกล้อง ที่เต็มไปด้วยทั้งความยากและแรงกดดันกว่าที่คิด


    วงการเอวีญี่ปุ่นในมุมของผู้ชาย

    อุตสาหกรรมเอวีญี่ปุ่นเป็นหนึ่งในตลาดใหญ่ที่สุดในโลก มีมูลค่าหลายหมื่นล้านเยนต่อปี แต่สิ่งที่หลายคนไม่รู้คือ “จำนวนพระเอกเอวี” มีน้อยกว่านางเอกถึง 10 เท่า โดยเฉลี่ยในญี่ปุ่นมีพระเอกเอวีหลักๆ ที่ทำงานประจำเพียงไม่ถึง 100 คน จากนางเอกหลายพันคน

    พระเอกเอวีจึงถือเป็น “อาชีพเฉพาะทาง” ที่ต้องมีทักษะ ความเข้าใจในกล้อง และควบคุมร่างกายได้อย่างสมบูรณ์แบบ ต่างจากภาพลักษณ์ที่หลายคนเข้าใจว่าแค่หน้าตาดีหรือรูปร่างดีเท่านั้น


    พระเอกเอวีต้องมีคุณสมบัติอะไรบ้าง

    1. สุขภาพร่างกายแข็งแรงและควบคุมร่างกายได้ดี

    นี่คือหัวใจหลักของอาชีพ เพราะพระเอกต้องทำงานต่อเนื่องหลายชั่วโมงภายใต้แรงกดดันสูง กล้องหลายตัว และทีมงานจำนวนมาก ผู้ชายทั่วไปอาจไม่สามารถ “แสดงได้จริง” ในสภาพแวดล้อมแบบนั้น

    นอกจากนี้ ยังต้องผ่านการตรวจสุขภาพและโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ทุกครั้งก่อนถ่าย เพื่อความปลอดภัยของนักแสดงทุกฝ่าย

    2. ความมั่นใจและมีสมาธิสูง

    พระเอกเอวีต้องแสดงต่อหน้าทีมงาน 10–20 คน และยังต้องทำให้ดูเป็นธรรมชาติ ซึ่งต้องใช้ความมั่นใจอย่างมาก คนที่อายหรือประหม่าเกินไปมักทำไม่ได้จริง

    3. เข้าใจบทและจังหวะของนางเอก

    ต่างจากความเข้าใจผิดทั่วไป พระเอกเอวีไม่ได้มีหน้าที่ “เป็นฝ่ายรุก” เท่านั้น แต่ต้องรู้จักปรับตัวให้เข้ากับสไตล์ของนางเอก เข้าใจมุมกล้อง และทำให้ภาพออกมาดูดี

    4. บุคลิกดีและเป็นมืออาชีพ

    ถึงแม้หน้าตาไม่ต้องหล่อระดับดารา แต่ต้องมีบุคลิกที่ดูสะอาด สุภาพ และมีวินัยในการทำงาน พระเอกเอวีหลายคนโด่งดังได้เพราะมีภาพลักษณ์นุ่มนวลและให้เกียรตินางเอก

    5. “ของดี” สำคัญแค่ไหน?

    ขนาดอวัยวะเพศเป็นสิ่งที่หลายคนเข้าใจผิดว่าคือปัจจัยหลัก แต่จริงๆ แล้วไม่จำเป็นต้อง “ใหญ่หรือยาว” กว่าปกติ สิ่งสำคัญคือ “สมรรถภาพที่คงที่” และ “การควบคุมได้” เพราะงานถ่ายทำต้องใช้เวลาเป็นชั่วโมง การคุมอารมณ์ไม่ให้หลุดกลางคันคือทักษะที่มืออาชีพเท่านั้นจะทำได้


    เส้นทางการเป็นพระเอกเอวี

    ขั้นตอนการสมัคร

    1. ติดต่อเอเจนซี่ในญี่ปุ่นที่รับสมัครนักแสดงชาย – ต้องส่งโปรไฟล์ รูปถ่าย และวิดีโอแนะนำตัว

    2. ผ่านการทดสอบสมรรถภาพทางกาย – บริษัทจะทดสอบจริงว่าผู้สมัครสามารถแสดงได้ภายใต้สภาวะกดดันหรือไม่

    3. สัมภาษณ์กับผู้กำกับหรือโปรดิวเซอร์ – เพื่อดูบุคลิก ทัศนคติ และการวางตัวในกองถ่าย

    4. เริ่มงานในฐานะนักแสดงสมทบ (Extra) – ช่วงแรกอาจต้องแสดงเบื้องหลัง เช่น ถือกล้อง หรือเข้าฉากเพียงบางส่วน ก่อนจะได้รับบทหลัก


    ชีวิตจริงของพระเอกเอวี

    หลายคนอาจคิดว่าอาชีพนี้คือ “ความฝันของผู้ชาย” แต่ในความจริง มันคืออาชีพที่ต้องใช้ทั้งความอดทนและความเข้าใจในมนุษย์

    • การถ่ายหนัง 1 เรื่องใช้เวลาถึง 8–12 ชั่วโมง โดยอาจต้องถ่ายซ้ำหลายครั้ง

    • ไม่มีความเป็นส่วนตัวในกองถ่าย เพราะมีทีมงานจำนวนมากคอยควบคุมทุกมุมกล้อง

    • ต้องฝึกซ้อมร่างกายและจิตใจอยู่เสมอ เพื่อให้สามารถ “คุมอารมณ์ได้” แม้ในสถานการณ์กดดัน

    พระเอกเอวีที่อยู่ในวงการได้นานจึงมักมีวินัยสูง คล้ายกับนักกีฬาอาชีพ ที่ต้องฟิตซ้อมตลอดเวลา


    พระเอกเอวีที่โด่งดังในญี่ปุ่น

    1. ชินยะ โทคุดะ (Shinya Tokuda) – พระเอกระดับตำนานที่แสดงมานับพันเรื่อง มีแฟนคลับทั่วเอเชีย

    2. ทัตสึยะ นางาโอกะ (Tatsuya Nagaoka) – รู้จักในฐานะ “พระเอกสุภาพบุรุษ” เพราะให้เกียรติดาราหญิงทุกคน

    3. เคนอิจิ มัตสึโอะ (Kenichi Matsuo) – โด่งดังจากบทบาทแนวโรแมนติกและเอวีแนวเนื้อเรื่องจริงจัง

    พวกเขาคือตัวอย่างของมืออาชีพที่พิสูจน์ว่า “ความสำเร็จในวงการเอวีไม่ได้มาจากรูปร่างหรือของใหญ่” แต่มาจากความเข้าใจในงานอย่างแท้จริง


    รายได้ของพระเอกเอวี

    รายได้ของพระเอกเอวีญี่ปุ่นโดยเฉลี่ยอยู่ที่

    • ระดับเริ่มต้น: 10,000–30,000 เยนต่อเรื่อง

    • ระดับกลาง: 50,000–100,000 เยนต่อเรื่อง

    • ระดับมืออาชีพ: รายได้อาจแตะ 300,000 เยนขึ้นไปต่อเรื่อง และมีรายได้เสริมจากอีเวนต์หรือแฟนคลับ

    อย่างไรก็ตาม รายได้ของพระเอกมักน้อยกว่านางเอกหลายเท่า เนื่องจากตลาดให้ความสนใจกับฝั่งหญิงมากกว่า


    พระเอกเอวีต่างชาติมีโอกาสไหม?

    ในช่วงหลัง ๆ บริษัทเอวีญี่ปุ่นเริ่มเปิดรับ นักแสดงชายต่างชาติ มากขึ้น โดยเฉพาะในตลาดเอเชีย เช่น ไทย, ฟิลิปปินส์ และเกาหลี เพราะต้องการความหลากหลายของผลงาน

    แต่การเข้าไปทำงานในญี่ปุ่นต้องมี วีซ่าถูกกฎหมาย, ผลตรวจสุขภาพ, และ การผ่านการทดสอบจริง การเป็นพระเอกเอวีจึงไม่ใช่เรื่องง่าย แม้จะมีรูปร่างดีหรือหน้าตาดีก็ตาม


    ความเข้าใจผิดที่ควรแก้

    1. “เป็นพระเอกเอวีคืออาชีพสนุก” – ผิด!
      เพราะจริงๆ แล้วต้องทำงานหนักมาก และเต็มไปด้วยแรงกดดัน

    2. “ต้องหล่อถึงจะได้เป็น” – ผิดครึ่งหนึ่ง
      บุคลิก ความสะอาด และทักษะสำคัญกว่าหน้าตา

    3. “งานนี้ไม่ต้องใช้สมอง” – ผิดมาก!
      พระเอกต้องรู้มุมกล้อง ท่าทาง การควบคุมอารมณ์ และจังหวะของนางเอกทุกวินาที


    ผลกระทบในระยะยาว

    อาชีพนี้มักมาพร้อมผลกระทบหลายด้าน เช่น

    • ไม่สามารถกลับมาทำงานปกติได้ง่าย

    • ถูกมองในแง่ลบจากสังคม

    • ความสัมพันธ์ส่วนตัวอาจมีปัญหา

    • ต้องรักษาสุขภาพและภาพลักษณ์อยู่ตลอดเวลา

    แม้บางคนมองว่าเป็นอาชีพที่อิสระและรายได้ดี แต่ในความจริง ผู้ที่อยู่ได้ยาวต้องมีวินัยสูงและมองมันเป็น “งานจริงจัง” ไม่ใช่เรื่องสนุกชั่วคราว

    Big Girl Noxx] 'ยูกิ ยูซุรุ' พระเอก AV ที่เป็นตัวอันตรายกับคุณแม่ของเพื่อน ถ้าฝั่งเอวีฝรั่งมี จอร์ดี้ เอลนีโญ โปยา ผู้ชอบมอบความสุขให้กับแม่ของเพื่อนตัวเองแล้ว…ทางฝั่งญี่ปุ่นก็ต้องมีนายคนนี้เลย มักจะรับบทเด็กแว่น สุ


    สรุป

    การเป็นพระเอกเอวี “ไม่ได้ขึ้นอยู่กับหน้าตาหรือของดี” แต่ขึ้นอยู่กับความสามารถ ความเป็นมืออาชีพ และการควบคุมตัวเอง พระเอกที่ดีต้องเข้าใจอารมณ์ของนางเอก เคารพการทำงาน และมีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรงพอจะรับมือกับงานที่ยาวนานและซับซ้อนได้

    ในยุคที่วงการนี้เปิดกว้างขึ้น คนต่างชาติก็เริ่มมีโอกาสเข้ามามากขึ้น แต่สิ่งที่ต้องมีเหนือสิ่งอื่นใดคือ “ความเข้าใจในธรรมชาติของอาชีพนี้” เพราะเอวีไม่ใช่เพียงเรื่องของร่างกาย แต่มันคือ “การแสดง” ที่ต้องใช้ทั้งจิตใจ ความอดทน และความเคารพต่อผู้อื่นในระดับสูงสุด


    FAQ

    1. อยากเป็นพระเอกเอวี ต้องหน้าตาดีไหม?
    ไม่จำเป็นต้องหล่อ แต่ต้องมีบุคลิกดี ดูสะอาด สุภาพ และกล้าแสดงออกอย่างมืออาชีพ

    2. ต้องมีอวัยวะเพศขนาดใหญ่ถึงจะผ่านไหม?
    ไม่จำเป็น สิ่งสำคัญคือสมรรถภาพและความสามารถในการควบคุมอารมณ์มากกว่า

    3. พระเอกเอวีมีรายได้เท่าไหร่?
    เริ่มต้นประมาณ 10,000–30,000 เยนต่อเรื่อง แต่หากเป็นระดับมืออาชีพ รายได้จะสูงกว่าหลายเท่า

    4. พระเอกเอวีต่างชาติสมัครได้ไหม?
    ได้ หากมีวีซ่าทำงานถูกกฎหมายและผ่านการทดสอบสมรรถภาพ รวมถึงต้องเข้าใจกระบวนการถ่ายทำของญี่ปุ่น

    5. พระเอกเอวีต้องถ่ายวันละกี่เรื่อง?
    ส่วนใหญ่ถ่ายวันละเรื่องเท่านั้น เพราะใช้เวลานานมากและต้องใช้พลังงานสูง

    6. การเป็นพระเอกเอวีมีผลเสียต่อชีวิตไหม?
    มี โดยเฉพาะด้านชื่อเสียง ความสัมพันธ์ และการกลับเข้าสังคม แต่ถ้าทำด้วยความเข้าใจและเคารพในอาชีพ ก็สามารถสร้างชื่อได้เช่นกัน


  • Rebel Royals An Unlikely Love Story (2025) รักเหลือเชื่อของเชื้อพระวงศ์หัวขบถ

    Rebel Royals An Unlikely Love Story (2025) รักเหลือเชื่อของเชื้อพระวงศ์หัวขบถ

    บทความวิจารณ์ภาพยนตร์: Rebel Royals: An Unlikely Love Story (2025)

    ชื่อเรื่อง: Rebel Royals: An Unlikely Love Story ชื่อไทย: กบฏราชวงศ์: เรื่องรักที่ไม่อาจเป็นไปได้ ประเภท: สารคดี (Documentary), ชีวประวัติ แพลตฟอร์ม: Netflix คะแนน IMDB (โดยประมาณ): ยังไม่มีคะแนนอย่างเป็นทางการ (แต่มีคะแนนรีวิวจากผู้ใช้เริ่มต้นอยู่ที่ ต่ำกว่า 3/5 ในบางเว็บไซต์ เนื่องจากเป็นประเด็นที่ถกเถียงกันมาก) วันที่เข้าฉาย: 16 กันยายน 2025


     

    🎬 เรื่องย่อโดยละเอียด (Plot Summary)

     

    Rebel Royals: An Unlikely Love Story เป็นสารคดีเชิงลึกที่นำเสนอเรื่องราวความรักที่สร้างความขัดแย้งและถูกจับตามองมากที่สุดคู่หนึ่งในยุโรป ระหว่าง เจ้าหญิงมาร์ธา ลุยเซอ (Märtha Louise) พระธิดาองค์โตของกษัตริย์นอร์เวย์ กับ ดูเร็ก เวอร์เร็ตต์ (Durek Verrett) ชาแมน (หมอผี/ผู้นำทางจิตวิญญาณ) ที่ประกาศตัวเองว่าเป็นผู้ทรงอิทธิพลในฮอลลีวูดและเป็นชาวแอฟริกัน-อเมริกันคนแรกที่กำลังจะแต่งงานเข้าสู่ราชวงศ์ยุโรป

    สารคดีนี้ถ่ายทำอย่างใกล้ชิด โดยติดตามชีวิตของทั้งคู่ในช่วงเวลาที่สำคัญที่สุด: การเตรียมงานแต่งงาน ซึ่งมีกำหนดจัดขึ้นที่ประเทศนอร์เวย์ และการใช้ชีวิตประจำวันของพวกเขาในฐานะคู่รักที่ต้องจัดการกับประเด็นสำคัญหลายอย่าง:

    1. การเผชิญหน้ากับพายุสื่อ: ทั้งคู่ต้องรับมือกับการวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักจากสื่อมวลชนนอร์เวย์และทั่วโลก โดยเฉพาะข้อสงสัยเกี่ยวกับอาชีพและคำกล่าวอ้างของชาแมนดูเร็ก (เช่น การอ้างว่าตนเองเป็นลูกหลานของมนุษย์กึ่งสัตว์เลื้อยคลาน และสามารถรักษาโรคบางชนิดได้)
    2. ความตึงเครียดกับราชวงศ์: สารคดีได้เผยให้เห็นถึงความท้าทายในการผสานความเชื่อทางจิตวิญญาณแบบสุดโต่งของดูเร็กเข้ากับขนบธรรมเนียมอันเคร่งครัดของราชวงศ์นอร์เวย์ แม้ว่าสมเด็จพระราชาธิบดีและพระราชินีแห่งนอร์เวย์จะแสดงความเห็นใจและยอมรับในตัวดูเร็ก แต่ก็มีแรงกดดันจากสาธารณชนที่มองว่าชายคนนี้อาจเป็นอันตรายต่อสถาบัน
    3. การเดินทางทางจิตวิญญาณและอดีต: เนื้อหาจะเจาะลึกไปถึงภูมิหลังของทั้งคู่ โดยเฉพาะการต่อสู้ดิ้นรนในชีวิตของดูเร็ก ในฐานะชายผิวสีและไบเซ็กชวลที่แต่งงานเข้าสู่ราชวงศ์ยุโรป รวมถึงเรื่องราวส่วนตัวของเจ้าหญิงมาร์ธา ลุยเซอ และการรับมือกับผลกระทบจากการ ฆ่าตัวตายของอดีตพระสวามี และบทบาทของพระธิดาทั้งสาม

    สารคดีนี้มุ่งหวังที่จะนำเสนอ มุมมองที่ใกล้ชิดและ “เป็นกันเอง” ของคู่รักที่พยายามใช้ชีวิตอย่างอิสระและเป็นตัวของตัวเอง ท่ามกลางการถูกตัดสินและการตั้งคำถามจากสังคม


     

    📝 บทวิจารณ์และสปอยล์ (Review & Spoilers)

     

     

    1. สปอยล์สำคัญ: เรื่องราวที่ถูกซ่อนภายใต้ความบาดหมาง

     

    • การป้องกันตัวของดูเร็ก: สารคดีสปอยล์ว่าดูเร็ก เวอร์เร็ตต์ จะใช้ภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นเวทีในการ ตอบโต้ข้อกล่าวหาเรื่องการเป็น “นักต้มตุ๋น” โดยเขาพยายามจะนำเสนอมุมมองที่ว่า การวิจารณ์ทั้งหมดที่เขาได้รับนั้นเป็นผลมาจาก การเหยียดเชื้อชาติ (Racism) และ การต่อต้านความหลากหลายทางเพศ ในสถาบันเก่าแก่
    • การสนับสนุนจากกษัตริย์นอร์เวย์: แม้จะมีสื่อโจมตีอย่างหนัก แต่สารคดีเผยให้เห็นว่า กษัตริย์ฮารัลด์ (King Harald) พระบิดาของเจ้าหญิง ได้ออกมาแถลงการณ์ต่อสาธารณะเพื่อ ปกป้องดูเร็กและพระธิดา จากการถูกโจมตีทางเชื้อชาติอย่างชัดเจน ซึ่งเป็นจุดที่ราชวงศ์นอร์เวย์ถูกมองว่าทำได้ดีกว่าราชวงศ์อังกฤษในการจัดการกับประเด็นทางเชื้อชาติ
    • การเล่าเรื่องที่ถูกคัดเลือก: นักวิจารณ์หลายคนชี้ให้เห็นว่าสารคดีนี้มีลักษณะเป็น “Propaganda Piece” (งานโฆษณาชวนเชื่อ) ที่ค่อนข้างให้ความสำคัญกับมุมมองของเจ้าหญิงและดูเร็กฝ่ายเดียว โดยพยายามวาดภาพพวกเขาเป็น เหยื่อ ของสื่อและชนชั้นสูงที่ยึดติดกับประเพณี

     

    2. บทวิจารณ์ (Critique)

     

    • ความน่าสนใจของประเด็น (Compelling Subject): เรื่องราวความรักระหว่างเจ้าหญิงกับชาแมนเป็นพล็อตที่น่าสนใจอยู่แล้ว ทำให้สารคดีมีความดึงดูดตั้งแต่ต้นจนจบ เพราะผู้ชมอยากเห็นว่าคู่รักคู่นี้ใช้ชีวิตร่วมกันและรับมือกับความกดดันอย่างไร
    • การกำกับที่ตั้งใจให้ตลก (Unintentional Comedy): ด้วยความที่สารคดีถูกกำกับโดย รีเบคกา ชัยคลิน (Rebecca Chaiklin) ผู้อำนวยการสร้าง Tiger King ทำให้โทนของเรื่องราวเต็มไปด้วยความแปลกประหลาด (Absurdity) โดยเฉพาะฉากการเตรียมงานแต่งงาน, การที่ดูเร็กพูดถึงการเป็น “ครึ่งมนุษย์กึ่งสัตว์เลื้อยคลาน” และการตัดสินใจเกี่ยวกับเวลามงคลตามโหราศาสตร์ ทำให้ผู้ชมหลายคนมองว่านี่คือ “ตลกโดยไม่ได้ตั้งใจ” (Unintentional Comedy) ชั้นดี
    • ขาดการสืบสวนที่ลึกซึ้ง (Lack of Deep Investigation): จุดอ่อนที่สุดของสารคดีนี้คือ การขาดการสืบสวนเชิงลึก เกี่ยวกับคำกล่าวอ้างที่น่าสงสัยและเรื่องอื้อฉาวของชาแมนดูเร็ก เช่น ข้อสงสัยเรื่องการรักษาทางการแพทย์ที่ไร้หลักฐาน หรือการเก็บเงินจากสาวก สารคดีเพียงแต่นำเสนอคำกล่าวอ้างเหล่านั้นอย่างผิวเผินและปล่อยให้ดูเร็กพูดปฏิเสธ โดยไม่มีการสัมภาษณ์นักวิจารณ์หรือเหยื่ออย่างจริงจัง ทำให้ขาดความสมดุลและความน่าเชื่อถือในฐานะสารคดี
    • ความเห็นอกเห็นใจต่อเจ้าหญิง: สารคดีทำได้ดีในการนำเสนอความอ่อนไหวของเจ้าหญิงมาร์ธา ลุยเซอ โดยเฉพาะความบอบช้ำทางจิตใจจากการสูญเสียอดีตสามี ซึ่งเป็นส่วนที่จริงจังและทำให้ผู้ชมเห็นอกเห็นใจในความเป็นมนุษย์ของพระองค์

     

    3. สรุปโดยรวม

     

    Rebel Royals: An Unlikely Love Story เป็นสารคดีที่ให้ความบันเทิงอย่างมาก และเต็มไปด้วยฉากที่น่าประหลาดใจ แต่ในฐานะของ “สารคดีเชิงสืบสวน” ที่ควรจะให้ข้อมูลที่สมดุลและเจาะลึกประเด็นที่อ่อนไหว ถือว่าสอบไม่ผ่าน

    สารคดีเรื่องนี้เหมาะสมอย่างยิ่งสำหรับผู้ชมที่ชอบเรื่องราวซุบซิบในราชวงศ์ ความแปลกประหลาด และต้องการเห็นชีวิตของคนดังที่ใช้ชีวิตตามกฎของตัวเองอย่างเปิดเผย แต่ไม่ควรคาดหวังว่าจะได้รับความจริงที่สมบูรณ์ หรือบทสรุปที่ชัดเจนเกี่ยวกับความจริงเบื้องหลังอาชีพของชาแมนดูเร็ก

    คะแนนวิจารณ์: (อิงตามความเห็นทั่วไป)

    • สำหรับผู้ต้องการความสนุกและความแปลกประหลาด: 4/5
    • สำหรับผู้ต้องการสารคดีเชิงสืบสวนที่จริงจัง: 2/5

    ตัวอย่างหนัง

     

  • คำเตือนจากทนายความ: ‘เบบี๋’ เสี่ยงคุก 3 ปี หากเข้าข่ายไลฟ์สดเผยแพร่สื่อลามก

    คำเตือนจากทนายความ: ‘เบบี๋’ เสี่ยงคุก 3 ปี หากเข้าข่ายไลฟ์สดเผยแพร่สื่อลามก

    นำเสนอข้อมูลทางกฎหมายที่ถูกหยิบยกมากล่าวถึงในรายการสด โดย ทนายความ ได้เตือนเบบี๋ถึงความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น หากการกระทำในอดีต (เช่น การไลฟ์สด หรือการเผยแพร่คลิป) เข้าข่ายการ “นำเข้า/เผยแพร่ข้อมูลลามกอนาจารสู่ระบบคอมพิวเตอร์” ซึ่งเป็น ความผิดอาญาแผ่นดิน ตาม พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ โดยมีโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 60,000 บาท การวิเคราะห์นี้สร้างความกังวลอย่างเห็นได้ชัดให้กับเบบี๋บนหน้าจอ และเป็นการตอกย้ำว่า แม้จะทำไปด้วยความจำเป็นส่วนตัว แต่การกระทำทางออนไลน์ก็มี ผลทางกฎหมาย ที่ต้องรับผิดชอบ

  • สื่อสมจริง (Immersive Media) ช่วยสร้างความเข้าใจและเห็นอกเห็นใจ ในการเผชิญหน้ากับความอยุติธรรมทางเชื้อชาติ

    สื่อสมจริง (Immersive Media) ช่วยสร้างความเข้าใจและเห็นอกเห็นใจ ในการเผชิญหน้ากับความอยุติธรรมทางเชื้อชาติ

    สัปดาห์นี้เป็นวาระครบรอบ 120 ปีของ การสังหารหมู่ทางเชื้อชาติที่แอตแลนตา ปี 1906 (1906 Atlanta Race Massacre) ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่กลุ่มคนผิวขาวทำลายธุรกิจและชีวิตของผู้คนผิวดำ ในงาน SXSW เมื่อฤดูใบไม้ผลิที่ผ่านมา ผู้เขียนได้สัมผัสประวัติศาสตร์นี้ผ่านงานศิลปะติดตั้งที่ใช้เทคโนโลยี Augmented Reality (AR) บนโทรศัพท์มือถือ ขณะยืนอยู่บนทางเท้าใจกลางเมือง ผู้เขียนได้เห็นภาพโฮโลแกรมเสมือนจริงของนักแสดงที่สวมบทบาทเป็นนักข่าวผิวดำ Jesse Max Barber บรรยายถึงความรุนแรงที่เกิดขึ้น ควันไฟและความหวาดกลัวที่รับรู้ได้ทันทีนั้น เป็นความรู้สึกที่หนังสือหรือภาพยนตร์ไม่สามารถสื่อออกมาได้ นี่แสดงให้เห็นว่าสื่อสมจริง หากถูกใช้อย่างระมัดระวัง สามารถเปลี่ยน “ข้อเท็จจริงอันเย็นชา” ให้กลายเป็น “ประสบการณ์ที่รู้สึกได้”

    เทคโนโลยีที่ไม่ใช่แค่เรื่องของความบันเทิง

     

    เราอาจจะรู้สึกระแวงต่อเทคโนโลยีอย่างถูกต้องแล้ว เพราะอัลกอริทึมมักจะกระตุ้นความโกรธแค้นในตัวเรา และหน้าจอต่าง ๆ ก็กลืนกินเวลาว่างของเรา นักวิจารณ์เตือนว่าอุปกรณ์ VR จะล่อลวงเราให้โดดเดี่ยว แต่ถ้าเรามุ่งความสนใจไปที่อันตรายเพียงอย่างเดียว เราอาจพลาดอีกด้านหนึ่งของเรื่องราวไปได้หรือไม่?

    เครื่องมือสมจริง เหล่านี้สามารถตัดผ่านเสียงรบกวนต่าง ๆ ชะลอให้เราหยุดคิด และเชื่อมโยงเราเข้ากับความจริงที่เราไม่สามารถสัมผัสได้จากหน้าจอธรรมดา ๆ

    หลักฐานที่บ่งชี้ถึงพลังนี้กำลังเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ งานวิจัยพบว่า ผู้เข้าร่วมที่รับชมวิดีโอ 360 องศาที่จำลองความขัดแย้งรุนแรงระหว่างกลุ่ม จะลดแนวโน้มที่จะมองฝ่ายตรงข้ามเป็นปีศาจลง และเปิดใจประนีประนอมมากขึ้น นอกจากนี้ ในซีรีส์ VR เรื่อง The Messy Truth ที่ให้ผู้ชมสวมบทบาทในสถานการณ์จริง เช่น การถูกตรวจสอบเพราะเชื้อชาติ เจ้าหน้าที่ตำรวจที่ได้สัมผัสประสบการณ์เป็นวัยรุ่นผิวดำที่ถูกตำรวจเรียกให้หยุดรถ บอกว่าพวกเขามองโลกเปลี่ยนไป

     

    การเปลี่ยน “สถิติ” ให้เป็น “เรื่องส่วนตัว”

     

    โครงการเหล่านี้บ่งบอกถึงศักยภาพของสื่อสมจริงในการช่วยเราเรียกคืนความสนใจ และสร้างความเชื่อมโยงใหม่ในยุคที่เต็มไปด้วยความเท็จและความแตกแยก เมื่อคุณได้ สวมบทบาทเป็นมุมมองของคนอื่น—ไม่ว่าจะเป็นเด็กที่เป็นโรคสมาธิสั้น เกษตรกรในหิมาลัย หรือแม้แต่สปอร์ในเครือข่ายใยรา—ปัญหาที่เป็นนามธรรมก็จะกลายเป็นเรื่องส่วนตัว ในยุคที่ประเด็นการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศถูกลดทอนเหลือเพียงตัวเลขสถิติ และการเหยียดเชื้อชาติเหลือเพียงสโลแกน การมีโอกาสได้ “รู้สึก” ถึงชีวิตของผู้อื่นเพียงไม่กี่นาที สามารถเป็น จุดเริ่มต้นของการเห็นอกเห็นใจและการลงมือปฏิบัติ ได้

    เพื่อให้สื่อสมจริงสามารถบรรลุคำมั่นสัญญา เราต้องการมากกว่าแค่การทดลอง เราต้องการให้สถาบัน ศิลปิน และกลุ่มชุมชนต่าง ๆ นำเครื่องมือเหล่านี้ไปสร้างสรรค์อย่างรอบคอบ ด้วยเหตุนี้ ผู้เขียนจึงร่วมก่อตั้ง Agog ซึ่งเป็นสถาบันการกุศลที่มุ่งเน้นการใช้สื่อเกิดใหม่เพื่อบ่มเพาะความเห็นอกเห็นใจและการเชื่อมโยง

    โครงการต่าง ๆ เช่น Kinfolk Tech ที่ใช้ AR เปิดเผยประวัติศาสตร์ที่ซ่อนอยู่ของคนผิวดำและผิวสีในพื้นที่สาธารณะ และกระตุ้นให้ผู้ใช้ 91% แชร์สิ่งที่พวกเขาเรียนรู้ แสดงให้เห็นถึงความเป็นไปได้ที่ยิ่งใหญ่ อย่างไรก็ตาม องค์กรไม่แสวงหาผลกำไรส่วนใหญ่ยังคงมองว่าเทคโนโลยี XR (Extended Reality) เป็นเรื่องที่มีค่าใช้จ่ายสูงหรือจัดการได้ยาก ในขณะเดียวกัน บริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่กำลังเร่งเดินหน้าอย่างรวดเร็ว (เช่น แว่น Ray-Ban Display ที่ใช้ AI ของ Meta และดีไซน์ “Liquid Glass” ของ Apple) หากกลุ่มที่ขับเคลื่อนด้วยภารกิจทางสังคมไม่เข้าร่วมวงสนทนานี้ ผู้เล่นเชิงพาณิชย์จะเข้ามาเป็นผู้กำหนดทิศทางทั้งหมด

     

    เจตนาที่ดีคือยาแก้พิษ

     

    ผู้เขียนเข้าใจถึงความสงสัย สื่อสมจริงอาจถูกใช้เพื่อบิดเบือนข้อมูล สร้างการเสพติด หรือสอดแนม อาจทำให้เราเฉื่อยชา หรือกระตุ้นแรงกระตุ้นที่ไม่ดีได้ ยาแก้พิษคือเจตนาที่ดี เราต้องถามตัวเองว่า: ประสบการณ์นี้เชื่อมโยงเรากลับสู่ความเป็นจริง หรือแทนที่มัน? มันส่งเสริมความเห็นอกเห็นใจ หรือทำให้ความทุกข์ทรมานกลายเป็นเรื่องหวือหวา? มันสร้างช่องทางใหม่ในการเข้าร่วม หรือผลักผู้คนไปสู่ขอบ? ตัวอย่างเช่น ฟีเจอร์ใหม่ในแว่นตาอัจฉริยะ เช่น คำบรรยายแบบเรียลไทม์สำหรับผู้ที่มีความบกพร่องทางการได้ยิน สามารถขยายการมีส่วนร่วมได้ ซึ่งเป็นแรงผลักดันที่เราสามารถต่อยอดได้

    ในขณะที่ พิพิธภัณฑ์ National Center for Civil and Human Rights Museum ในแอตแลนตา เปิดให้เข้าชมอีกครั้ง และนำเสนอประสบการณ์ AR เกี่ยวกับการสังหารหมู่ในปี 1906 ในสัปดาห์นี้ เรามีทางเลือก เราจะปฏิบัติต่อเทคโนโลยีสมจริงในฐานะของเล่นเพื่อความบันเทิงอีกชิ้น หรือเราจะใช้มันเพื่อดึงความสนใจ ถ่ายทอดความจริง ชะลอให้เราหยุดคิด และสร้างความเชื่อมโยงข้ามความแตกแยก ผู้เขียนยังคงตื่นเต้นกับความเป็นไปได้เหล่านี้ ด้วยความอยากรู้อยากเห็นและความระมัดระวัง เราสามารถทำให้มั่นใจได้ว่าสื่อสมจริงจะไม่นำพาเราไปสู่โลกดิสโทเปีย แต่จะช่วยให้เราจินตนาการและสร้างความเป็นจริงที่ดีขึ้นได้


    คุณคิดว่าการสัมผัสประสบการณ์ความรุนแรงทางประวัติศาสตร์ผ่าน AR/VR จะมีประสิทธิภาพในการสร้างการเปลี่ยนแปลงทางความคิดในระยะยาวได้มากกว่าการอ่านหนังสือหรือดูภาพยนตร์หรือไม่?

    ข้อมูลจาก  https://sea.mashable.com/

  • รีวิว: MKMP-391: มีเซ็กส์กับ Imai Kaho ตลอดคืนจนพระอาทิตย์ขึ้น

    รีวิว: MKMP-391: มีเซ็กส์กับ Imai Kaho ตลอดคืนจนพระอาทิตย์ขึ้น

    รีวิวนี้เป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรม Review Lotto ประจำเดือนของเซิร์ฟเวอร์ JDC Discord มาร่วมเป็นส่วนหนึ่งของคอมมูนิตี้เพื่อลุ้นโอกาสเลือกวิดีโอสำหรับรีวิวครั้งต่อไปของผมได้เลย!

    MKMP-391 เป็นวิดีโอปี 2021 จากซีรีส์ “All Through The Night, Until The Morning Sun Rises” ของสตูดิโอ K M Produce ซึ่งกำกับโดย Samoari ผู้โด่งดัง (ในทางที่ค่อนข้างฉาวโฉ่)

    วิดีโอนี้เป็นแนวสารคดี นำแสดงโดย Imai Kaho และ Tarao (หรือที่รู้จักกันในชื่อ Toyboy Aizawa) ที่ออกเดทกันข้ามคืน ปก DVD ดูเท่สุดๆ แต่น่าเสียดายที่ตัววิดีโอ—ตามที่คาดหวังจากผู้กำกับคนนี้—กลับตรงกันข้ามโดยสิ้นเชิง

    วิดีโอเริ่มต้นด้วยการสัมภาษณ์ Kaho ขณะที่เธอกำลังเดินไปตามถนน แต่น่าเสียดายที่กล้องหันไปทางพระอาทิตย์โดยตรง ทำให้ใบหน้าของ Kaho มักถูก แสงจ้าบดบัง ซึ่งทำให้ผมปวดหัว ผมชอบเสื้อยืด Doraemon ของเธอนะ!

    ตอนกลางคืน Kaho (ที่ใส่เสื้อยืดและแบกเป้คนละแบบกับตอนแรกด้วยเหตุผลบางอย่าง) ได้รับหน้าที่ถ่ายกล้อง และไปพบกับ Tarao นอกร้านอาหารสุดอร่อยร้านหนึ่ง ซึ่งทำให้ผมรู้สึกหิว พวกเขาเดินไปตามถนน แต่โชคร้ายที่ การถ่ายภาพด้วยมือถือสั่นมาก จนแทบมองไม่เห็นอะไรเลย

    พวกเขาตรงไปที่บ้านของ Tarao และเนื่องจากเป็นวิดีโอของ Samoari Kaho ก็เริ่มเล่นกับหัวนมของผู้ชายคนนั้น ในที่สุดพวกเขาก็มีเซ็กส์กัน แต่กล้องที่ตั้งนิ่งนั้น อยู่ผิดมุมอย่างมาก ทำให้คุณมองเห็นได้ไม่ชัดเจน

    ทั้งสองเข้าไปอาบน้ำด้วยกัน และพวกเขาวางกล้องไว้บนพื้นหงายขึ้น ซึ่งหมายความว่า น้ำกระเด็นใส่เลนส์ บดบังภาพไปหมด ไม่ต้องมีโมเสกให้ยุ่งยาก ในเมื่อมีหยดน้ำมาบดบังแทน!

    มีฉากที่พวกเขาไป ร้านสะดวกซื้อ (konbini) เพื่อซื้อของ แต่ ภายในร้านทั้งหมดถูกเบลอ ไปหมด นอกจากนี้ยังมีฉากกินอาหารอยู่สองสามฉาก แต่กล้องมักจะ อยู่ไกลเกินไป

    สรุปแล้ว วิดีโอนี้ น่าเบื่อมาก มันเหมือนกับว่า Samoari พยายามหาทางให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้ชมมองเห็นสิ่งต่างๆ ได้อย่างถูกต้อง ไม่ว่าจะเป็นเพราะแสงจ้า, แสงน้อย, น้ำ, การเบลอ, หรือมุมกล้องที่แย่ แม้แต่ ฉากเซ็กส์ก็มีไม่มากนัก! บางคนอาจจะคลั่งไคล้ Samoari และอาจจะชอบวิดีโอนี้ก็ได้ ส่วนพวกเราที่เหลือ ควรหลีกเลี่ยงความวิปลาสนี้ให้ห่างไกล เหมือนกับหลีกหนีโรคระบาดครับ